บทเกริ่นนำ
ในห้วงปีที่ผ่านมา เราเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในการช่วยร่างเอกสาร ค้นหาข้อมูล หรือตอบคำถามทั่วไป ซึ่งเปรียบเสมือนการมี “สารานุกรมเคลื่อนที่” อยู่ใกล้ตัว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีในปี 2569 เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ “ตอบ” แต่กำลังพัฒนาไปสู่ความสามารถในการ “ทำ” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงานในกองทัพที่มีความซับซ้อนขึ้นทุกขณะ บทความฉบับนี้จะนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับ “Agentic AI” ซึ่งเปรียบเสมือนกำลังพลอัจฉริยะที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการบริหารจัดการข้อมูลของกองทัพให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น
เนื้อหาหลัก
1. ความแตกต่างระหว่าง AI “ผู้ตอบ” กับ AI “ผู้ปฏิบัติ” (Agency)
การทำความเข้าใจความต่างระหว่าง AI สองรูปแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพการทำงานชัดเจนขึ้น:

- Generative AI (AI โต้ตอบทั่วไป): เปรียบเสมือน “ห้องสมุดอัจฉริยะ” เมื่อเราถาม ข้อมูลจะถูกประมวลผลออกมาเป็นคำตอบ เช่น การให้ AI ช่วยสรุปรายงานการประชุม หรือการแปลภาษา โดยที่ AI จะหยุดทำงานทันทีเมื่อตอบคำถามเสร็จสิ้น
- Agentic AI (AI ที่มีเจตจำนง): เปรียบเสมือน “ฝ่ายอำนวยการส่วนตัว” ที่มีเป้าหมาย (Goal) เมื่อเราสั่งงาน AI ชนิดนี้จะไม่เพียงแค่ตอบ แต่จะรู้จักวางแผน ลำดับความสำคัญ และลงมือประสานงานกับระบบต่างๆ จนกว่างานจะสำเร็จ เช่น การสั่งให้ “ตรวจสอบพัสดุที่ค้างส่งและทำหนังสือแจ้งเตือน” AI จะเข้าไปดูข้อมูลในระบบ แจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้อง และสรุปผลให้เราเองโดยไม่ต้องสั่งซ้ำในทุกขั้นตอน
2. ทำไมกองทัพต้องสนใจ Agentic AI?
ความเร็วและความแม่นยำคือหัวใจสำคัญของงานทางทหาร ซึ่ง Agentic AI เข้ามาตอบโจทย์ได้ดังนี้:

- การตัดสินใจที่รวดเร็ว: AI สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากหลายแหล่งพร้อมกัน เพื่อเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับผู้บังคับบัญชาในเวลาเสมือนจริง (Real-time)
- ความแม่นยำสูง: ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) ในงานฐานข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น งานบัญชีสินทรัพย์ หรือสถานะกำลังพล
- การทำงานต่อเนื่อง: AI สามารถปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลและความล้มเหลวของระบบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีความเหนื่อยล้า
3. ภาพรวมความเปลี่ยนแปลงในระบบงานราชการทหาร
เมื่อ Agentic AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงาน เราจะพบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ดังนี้:

- การลดภาระงานธุรการซ้ำซ้อน: งานจัดเก็บเอกสาร งานลงทะเบียน หรือการตรวจสอบสถานะซ่อมบำรุง จะถูกดำเนินการโดยอัตโนมัติ ทำให้กำลังพลมีเวลาไปพัฒนาทักษะเชิงยุทธวิธีและการวางแผนมากขึ้น
- ระบบฐานข้อมูลที่ “มีชีวิต”: ข้อมูลในหน่วยงานจะไม่ใช่แค่ไฟล์ที่จัดเก็บไว้เฉยๆ แต่จะเป็นฐานความรู้ที่ AI สามารถหยิบมาวิเคราะห์และพยากรณ์ล่วงหน้าได้ เช่น การพยากรณ์การเสียของอุปกรณ์ก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง
- การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI (Centaur Team): กำลังพลจะทำหน้าที่เป็น “ผู้กำกับดูแล” และ “ผู้อนุมัติ” โดยมี AI เป็นผู้จัดเตรียมและดำเนินการขั้นพื้นฐานอย่างเป็นระบบ
สรุปผล
การขยับจาก Generative AI สู่ Agentic AI คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของกองทัพ จากเดิมที่ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยสืบค้นข้อมูล กำลังกลายเป็น “กำลังพลดิจิทัล” ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จผล การนำ Agentic AI มาประยุกต์ใช้ในระบบบริหารจัดการข้อมูล ไม่ใช่การนำเครื่องจักรมาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้กำลังพลสามารถทำงานในมิติที่ซับซ้อนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายจะถูกเชื่อมโยงด้วย AI ที่ชาญฉลาด นำไปสู่การเป็น “กองทัพอัจฉริยะ” ที่พร้อมรับมือกับภัยคุกคามและการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบอย่างมั่นคง
เอกสารอ้างอิง
- AI Agents ในปี 2026: อนาคตของการทำงานอัตโนมัติ
- ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กองทัพไทย
- ความแตกต่างระหว่าง LLMs และ Agentic Workflows โดย Andrew Ng
คำถามเพื่อการมีส่วนร่วม
- ในงานประจำของท่าน ท่านคิดว่างานใดที่ “ทำซ้ำซาก” และอยากให้มี AI Agent มาช่วยทำให้สำเร็จมากที่สุด?
- ท่านมีความกังวลหรือความเชื่อมั่นอย่างไร หากต้องมอบหมายให้ AI เป็นผู้ประสานงานด้านข้อมูลระหว่างแผนก?
- ในทัศนะของท่าน “วินัยของ AI” ในบริบทของกองทัพควรมีขอบเขตแค่ไหน?
เชิญชวนให้ติดตามตอนต่อไป
หลังจากที่เราได้เห็นภาพรวมของ Agentic AI กันไปแล้วในตอนนี้ หลายท่านอาจสงสัยว่า แล้ว “สมอง” ของมันทำงานอย่างไร? AI รู้ได้อย่างไรว่าควรจะทำสิ่งใดก่อนหรือหลัง และมันมีกระบวนการตัดสินใจที่สอดคล้องกับระเบียบวินัยของกองทัพได้อย่างไร? ในตอนหน้า “ตอนที่ 2: โครงสร้างสมองของ Agent: การวางแผนและการตัดสินใจเชิงยุทธวิธี” เราจะไปเจาะลึกถึงกลไกภายในที่ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่แสนรู้ใจ พร้อมตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในระบบ ERP ของหน่วยงาน ห้ามพลาดครับ!

Talk is cheap. Show me the code.